แล้ง-น้ำทะเลหนุนสูง จุดชนวน”น้ำประปาเค็ม

ฮือฮา สับสน ตื่นตระหนกกันไปทั้งสัปดาห์

หลังเกิดกรณี “น้ำประปาเค็ม” อันเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์ที่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อย ประกอบกับเกิดการรุกล้ำของน้ำทะเลหนุนสูง

ส่งผลให้น้ำประปาที่ผลิตออกมา มีรสเค็ม-รสกร่อย มากขึ้นกว่าปกติ

โดยแม่น้ำสายหลักที่เจอผลกระทบมีค่าความเค็มเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปจนถึงเดือนพ.ค. 57 ได้แก่

เจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง

“ข่าวสด หลาก&หลาย” สอบถาม-รวบรวมข้อมูลหลายแง่มุมมาไขข้อข้องใจ ทั้งที่มาความเค็ม แนวทางแก้ไข และประเด็นสุขภาพ 

เริ่มจากวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่า

จากการวัดปริมาณค่าความเค็มของ “แม่น้ำเจ้าพระยา” ที่สถานีสูบน้ำสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี สูงทำลายสถิติปี 2553 ไปแล้ว 

กล่าวคือช่วงนั้นปริมาณความเค็มเท่ากับ 1.21 กรัมเกลือต่อลิตร

แต่ปีนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. วัดค่าความเค็มได้ 1.92 กรัมเกลือต่อลิตร พร้อมทั้งมีค่าความเค็มเกินมาตรฐาน 70 ชั่วโมงติดต่อกัน

ทั้งนี้ โดยทั่วไปค่าความเค็มในการผลิต “น้ำประปา” ต้องไม่เกิน 0.25 กรัมเกลือต่อลิตร

ทั้งยังพบด้วยว่า ระหว่าง 20-23 ก.พ. น้ำทะเลมีเกณฑ์หนุนสูงกว่าปกติ จะส่งผลต่อระดับความเค็มของน้ำในแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยา

ดังนั้นน้ำจะหนุนเข้ามาลึกมากกว่าเดิม วิธีการแก้ปัญหาคือการดูจังหวะการปิด-เปิดประตูน้ำ และการส่งน้ำจืดเข้าไปผลักดันน้ำ

“น้ำ 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ปล่อยน้ำออกมาเพื่อผลักดันน้ำเค็มรวมกันวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร จากน้ำที่มีอยู่ในเวลานี้รวมกันทั้ง 2 เขื่อน 4,700 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อไหลผ่านมาเรื่อยๆ มาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา จะเหลือเพียงแค่ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นเพราะระหว่างทางมีการนำน้ำไปใช้จนเหลือแค่นี้ ทำให้เรี่ยวแรงในการเอาน้ำจืดไปผลักดันน้ำเค็มน้อยมาก และในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. น้ำจะเค็มกว่านี้อีกหลายเท่าจะต้องปล่อยน้ำให้ได้ถึงวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันหรือเดือนละ 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร ถึงจะแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาให้น้อยที่สุดได้” นายรอยลกล่าว

ต่อมา ทาง สสนก.ได้จัดประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหา นคร กรมชลประทาน การประปานครหลวง ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มและภัยแล้ง มีนายรอยล ผอ.สสนก. เป็นประธาน

การหารือดำเนินไปร่วม 3 ชั่วโมง จากนั้นนายรอยลเปิดเผยว่า จัดการหารือเพื่อแก้ปัญหาน้ำเค็มจากทะเลที่รุกเข้ามาส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสายหลัก คือ เจ้าพระยา ท่าจีน และบางปะกง สถานการณ์ความเค็มจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเดือนพ.ค.

สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ “ฝั่งตะวันออก” ของประเทศ ด้านแม่น้ำบางปะกง เนื่องจากเป็นแม่น้ำสายกว้าง น้ำทะเลจะหนุนเข้ามามาก แต่มีเขื่อนขนาดเล็ก เช่น เขื่อนคลองด่าน เขื่อนสียัด ทำให้ปริมาณน้ำจืดที่จะปล่อยไปผลักดันน้ำเค็มมีน้อย

ขณะที่ “ฝั่งตะวันตก” แม้สถานการณ์น้ำเค็มจะรุกเข้าไปในแม่น้ำท่าจีน และเจ้าพระยาจะรุนแรง แต่ยังมีเขื่อนขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนป่าสัก คอยปล่อยน้ำจืดเพื่อผลักดันน้ำ

ด้าน “ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ” จะช่วยนำรถโมบายยูนิตที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยกรองค่าความเค็มของน้ำที่จะนำมาผลิตน้ำประปาในช่วงเดือนเม.ย.

ส่วนทางหน่วยงาน กทม. จะนำเรือ ผลักดันน้ำมาช่วยแก้ปัญหาน้ำในกรุงเทพฯ ที่คลองเปรมกับคลองลาดพร้าว ซึ่งปกติจะนำน้ำจากคลอง 2 ลำลูกกามาผลักดันน้ำ แต่ปีนี้ปรากฏว่าน้ำในคลอง 2 มีค่อนข้างน้อย ไม่พอเพียง ต้องใช้เรือผลักดันน้ำมาช่วย เพราะเมื่อช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงต้องมีการปิดประตูระบายน้ำ ทำให้น้ำในคลองเปรมกับคลองลาดพร้าวนิ่ง ถ้าไม่มีการปล่อยน้ำเพื่อผลักดันจะทำให้น้ำเน่า ดังนั้นเรือผลักดันน้ำของกรุงเทพฯ จะเข้ามาผลักดันน้ำเพื่อให้เกิดออกซิเจน

“ปัญหาน้ำเค็มที่จะส่งผลต่อการผลิตน้ำประปายังกระทบถึงผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคไต เพราะน้ำจืดจะมีค่าความเค็มมากกว่าปกติในช่วง 2-3 เดือน ดังนั้นผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยง” ผอ.สสนก.กล่าว

อีกประเด็นที่น่ากังวล ก็คือ ผลกระทบจากค่าความเค็มที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ โรงพยาบาลที่ต้องการ “น้ำจืด” ไว้ใช้ประสบปัญหา โดยล่าสุดการประปานครหลวงได้ติดตั้งสถานีบำบัดน้ำโดยใช้ระบบ “อาร์โอ” ที่ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อผลิตน้ำจืดไว้ใช้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ เตรียมประสานกับการประปาส่วนภูมิภาคในการนำ “ระบบบำบัดความเค็ม” เข้าไปช่วยโรงพยาบาลในฝั่งแม่น้ำบางปะกงด้วย

ในส่วนกรุงเทพฯ วางแผนประหยัดน้ำจืด โดยไม่ระบายน้ำออก ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดน้ำเสียในคลองหลัก ได้แก่ คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว คณะทำงานจึงได้วางแผนทดลองใช้เรือผลักดันน้ำเข้าเสริม เพื่อช่วยเติมออกซิเจน

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบกับระบบผลิตน้ำประปา จำเป็นต้องปรับการปิด-เปิด “ประตูน้ำ” เพื่อให้สอดรับกับระดับน้ำทะเลขึ้น-ลง เมื่อน้ำทะเลขึ้นสูง จะใช้วิธีการปล่อยน้ำในปริมาณมาก ในขณะที่น้ำทะเลลงต่ำจะลดการระบาย ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำ และแก้ปัญหาน้ำเค็มไปพร้อมกัน

นายรอยล ผอ.สสนก. เผยด้วยว่า ล่าสุด กรมชลประทานวางแนวทางนำน้ำจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เข้ามาเติมในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเพิ่มการระบายน้ำ ตลอดจนระบายน้ำจากแควน้อย ป่าสัก และแม่กลองเข้ามาสมทบ

“ผลจากการคำนวณระยะเวลาในการระบายน้ำ จากความเร็วการไหลของน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา มาถึงบางไทร ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากขึ้น” นายรอยลให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา และว่าคณะทำงานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในอีก 2 เดือนข้างหน้า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่การเพาะปลูกไม่เป็นไปตามแผน ชาวนาในภาคกลางที่ต้องการทำนาในเดือนก.พ. กรมชลประทานได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่มีน้ำให้

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในภาคอีสาน การเพาะปลูกยังเป็นไปตามแผน ซึ่งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยจะประชุมครั้งถัดไปในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อวางแผนจัดการน้ำในเดือนพ.ค. กับสถานการณ์ที่มีน้ำจืดที่มีอยู่น้อย และยังไม่เข้าสู่ฤดูฝน รวมถึงสถานการณ์น้ำอื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง

ด้าน นายวิสุทธิ์ นพคุณทอง รองผู้ว่าการ (ผลิตและส่งน้ำ) การประปานครหลวง (กปน.) ในฐานะประธานกรรมการศูนย์อำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์น้ำและคุณภาพน้ำ เปิดเผยเมื่อ 21 ก.พ. ว่า

ปัจจุบัน กปน.รับน้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปาจาก 2 แห่ง คือ เขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยา จ.ปทุมธานี

โดยน้ำจากเขื่อนแม่กลองที่ผลิตจากโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ส่งไปยังผู้ใช้น้ำฝั่งธนบุรี และนนทบุรีบางส่วน จะไม่ได้รับผลกระทบด้านรสชาติน้ำประปา ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์น้ำดิบในลุ่มน้ำเจ้าพระยาพบว่า “ลิ่มความเค็ม” ปีนี้ขึ้นสูงเหนือ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เลยจุดรับน้ำดิบสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี ขึ้นไป ส่งผลให้ กปน.ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการรับน้ำที่มีค่าความเค็ม หรือ “คลอไรด์” แม้กรมชลประทานจะกำหนดให้น้ำในลุ่มเจ้าพระยา มีไว้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากจุดรับน้ำดิบของ กปน.อยู่ท้ายสุด ผ่านการใช้น้ำจาก 22 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการเพาะปลูกของประเทศ แม้กรมชลประทานจะช่วยเพิ่มการผันน้ำมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่สามารถช่วยผลักดันน้ำเค็มได้มากนัก

นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ในแต่ละเดือน กปน. จะต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะช่วงขึ้น 8 ค่ำ และแรม 8 ค่ำ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลจะหนุนสูง และส่งผลกระทบต่อการยกตัวของน้ำเค็มเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง กปน.จะมีการปรับวิธีการบริหารจัดการน้ำใหม่ โดยหยุดการสูบน้ำดิบเข้าคลองประปาในช่วงที่ค่าคลอไรด์สูง และรอจนกว่าลิ่มความเค็มจะลดต่ำลงจึงจะสูบน้ำดิบตามปกติ และยกระดับน้ำในคลองประปาให้สูงขึ้น เพื่อสำรองน้ำดิบที่มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์นำมาผลิตน้ำประปาให้ได้มากที่สุด

แต่หากลิ่มความเค็มไม่ลดลง กปน.จำเป็นต้องผลิตน้ำประปาที่มีค่าคลอไรด์สูง เพื่อให้ประชาชน 10 ล้านคน ไม่ขาดแคลนน้ำประปาเพื่อการอุปโภค แต่ กปน.ยังคงรักษาคุณภาพน้ำประปา ตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ยกเว้น “รสชาติ” ที่บางช่วงเวลาในแต่ละวัน น้ำประปาอาจมีรสชาติเปลี่ยนไป ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

แต่อาจทำให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ คอแห้ง ปากแห้ง อยู่บ้าง

ในส่วนความกังวลเรื่องสุขภาพ จากการบริโภคดื่มกินน้ำประปารสเค็มในห้วงนี้

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า

ได้หารือกับทางการประปานครหลวงแล้ว ซึ่งเป็นเพียงช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อย่างไรก็ตาม การประปาฯ ทราบดี คาดว่าคงไม่ประสบปัญหานี้อีก ไม่ต้องกังวลเพราะกรมได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าปริมาณน้ำที่มีรสเค็มไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพ

แม้แต่ผู้มีความดัน ผู้ป่วยโรคไตก็ยังไม่ต้องกังวล เพราะโดยปกติคนกินเกลือวันละ 1 ช้อนชาในอาหารต่างๆ มากน้อยเฉลี่ยกันไป ซึ่งในน้ำประปาที่มีเกลือมีปริมาณน้อยมาก และเป็นการดื่มแค่ช่วงสั้นๆ

“หากยังกังวล ช่วงนี้จะให้ลดดื่มน้ำคงไม่ได้ เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่จะดื่มน้ำประปาด้วยการนำมากรองมาต้มก็ยังคงดื่มได้ แต่ระหว่างนี้ก็ให้หมั่นออกกำลังกาย เพราะเหงื่อก็จะขับออกมาได้เช่นกัน” นพ.พรเทพกล่าว

ขณะที่ นายสง่า ดามาพงษ์ อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตจากผู้บริโภคบางส่วนว่าน้ำประปามีรสเค็ม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภัยแล้งว่า

ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่ในกรณีที่น้ำประปามีรสเค็ม ต้องพิจารณาว่าเค็มมากหรือไม่ ซึ่งจริงๆ อาจไม่มาก เป็นเพียงรสกร่อยๆ ก็ไม่น่าส่งผลอะไร เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตน้ำประปาจะมีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน จึงไม่น่าส่งผลต่อสุขภาพ

แต่ในกรณีที่น้ำมีรสเค็มมากๆ มากจนเกินไป เหมือนกินเกลือ ก็อาจทำให้รับ “โซเดียมคลอไรด์” หรือเกลือมากเกินไป แต่กรณีนี้หมายความว่าต้องดื่มทุกวันในปริมาณมากๆ ซึ่งหากเป็นจริงคงไม่มีใครกินอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ทีมงาน “คลินิกน้ำสะอาด” ของการประปานครหลวง ให้ข้อมูลประเด็นสุขภาพเพิ่มเติมว่า

สถาบันโภชนาการ ศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือป่น 6 กรัม (1 ช้อนชา) และเด็กให้บริโภคในปริมาณที่น้อยกว่าขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่ต้องการในแต่ละวัน 

ปัจจุบันน้ำประปามีปริมาณโซเดียมประมาณ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร เมื่อวัดค่าคลอไรด์ได้ 250 มิลลิกรัมต่อลิตร หากดื่มน้ำถึง 10 ลิตรต่อวัน ปริมาณโซเดียมจึงจะเกินเกณฑ์ที่แนะนำ จึงสรุปได้ว่าน้ำประปามีปริมาณโซเดียมน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณโซเดียมที่ร่างกายรับได้

คนที่มีสุขภาพแข็งแรงร่างกายยังสามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกไปได้ด้วยกัน 3 ทาง คือ ทางเหงื่อ ทางไต โดยรวมอยู่ในปัสสาวะมากที่สุด และทางขับถ่าย สำหรับผู้ป่วยที่ต้องจำกัดปริมาณโซเดียม หรือต้องหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องปรุงที่มีปริมาณโซเดียมสูง ทั้งที่มีรสเค็มและไม่เค็มควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่ควรบริโภคในแต่ละวัน

สำหรับ “คลอไรด์” นั้นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง บริโภคคลอไรด์ปริมาณระดับหนึ่ง โดยผู้ใหญ่ควรบริโภคคลอไรด์วันละ 9-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ยกตัวอย่างคนน้ำหนัก 50 กิโลกรัม จะบริโภคคลอไรด์ได้ 450-750 มิลลิกรัม และผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี การได้รับคลอไรด์เพียงวันละ 45 มิลลิกรัมก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ คลอไรด์ส่วนเกินสามารถขับออกจากร่างกายด้วยกลไกและช่องทางเดียวกับโซเดียมที่ได้รับ

คลอไรด์ที่มีปริมาณความเข้มข้นสูงจะส่งผลกระทบต่อรสชาติน้ำและเครื่องดื่ม

เมื่อความเข้มข้นของคลอไรด์มากกว่า 250 มิลลิกรัมต่อลิตร ผู้บริโภคน้ำจะรับรู้รสชาติ “กร่อย” ของน้ำได้ชัดเจน

แนวทางการแก้ไขในช่วงน้ำเค็มหนุนสูงนี้ การประปานครหลวงลดผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อผันน้ำจากเขื่อนแม่กลอง และเพิ่มปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาให้มากขึ้น เพื่อ ผลักดันน้ำเค็ม การหยุดสูบน้ำดิบในช่วงที่มีความเค็มสูงโดยการกักเก็บน้ำดีไว้ในคลองประปาช่วยหน่วงเวลาน้ำเค็มสูงได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งยังมีการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบและน้ำประปาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงน้ำทะเลหนุน

อย่างไรก็ตาม ขอร้องให้ผู้ใช้น้ำโปรด “ใช้น้ำอย่างประหยัด” และวอนผู้ใช้น้ำตอนบนเหนือจุดรับน้ำเจ้าพระยา ลดการใช้น้ำในภาคเกษตรและระวังในการระบายน้ำทิ้งที่ด้อยคุณภาพ เพื่อรักษาปริมาณน้ำที่มีอยู่น้อยในช่วงหน้าแล้งให้มีคุณภาพดีต่อไป